ประเภทของเบรกเกอร์ เลือกซื้อให้ใช้งานได้เหมาะสม และเรื่องของกระแสไฟฟ้าภายใน

ประเภทของเบรกเกอร์ เลือกซื้อให้ใช้งานได้เหมาะสม และเรื่องของกระแสไฟฟ้าภายใน

เบรกเกอร์ คืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำหน้าที่เปิด – ปิดวงจรไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย กล่าวคือเบรกเกอร์จะทำหน้าที่ควบคุมและป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากไฟฟ้าลัดวงจร ช่วยจำกัดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสายไฟ มอเตอร์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในบ้านหรือสำนักงาน ตามปกติแล้ว เบรกเกอร์จะทำงานผ่านความร้อนและสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นในวงจรหรือระบบไฟฟ้า เบรกเกอร์จะทำงานเพื่อตัดกระแสไฟฟ้าทันที เพื่อลดโอกาสที่เครื่องใช้ไฟฟ้าจะได้รับผลกระทบจากไฟฟ้าลัดวงจรซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายและอัคคีภัยได้

ประเภทของเบรกเกอร์

ปัจจุบัน เบรกเกอร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ โดยประกอบไปด้วย

1. เบรกเกอร์ลูกย่อย (Miniature Circuit Breaker: MCB)

เป็นเบรกเกอร์ที่นิยมใช้ภายในที่พักอาศัยเนื่องจากมีค่ากระแสไม่สูงมากนัก น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 A มักมีการติดตั้งภายในตู้ Consumer หรือ Load Center บริเวณที่ช่างไฟฟ้าสามารถตรวจสอบได้อย่างสะดวก

2. โมลเคสเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Moulded Case Circuit Breaker: MCCB)

เป็นเบรกเกอร์ที่ทำจากวัสดุฟีโนลิค ห่อหุ้มด้วย Mold 2 มีลักษณะเป็นฉนวนไฟฟ้าสามารถทนแรงดันได้ดี มีค่ากระแสน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1600A โดยเบรกเกอร์ชนิดนี้จะทำงานอัตโนมัติและสามารถเปิด – ปิดได้ด้วยมือ

3. แอร์เซอร์กิจเบรกเกอร์ (Air Circuit Breaker: ACB)

เบรกเกอร์ชนิดนี้มีขนาดใหญ่มากกว่าเบรกเกอร์ทั้ง 2 ประการที่ได้กล่าวมา โดยมีจุดเด่นที่ความแข็งแรงทนทาน เปี่ยมประสิทธิภาพในการยับยั้งและป้องกันการลัดวงจรสูง โดยมีค่ากระแสน้อยกว่าหรือเท่ากับ 6300 A เป็นเบรกเกอร์แบบแรงดันไฟฟ้าต่ำที่นิยมติดตั้งไว้ในตู้ MDB สามารถแต่งเติมหรือติดตั้งอุปกรณ์เสริมเข้าไปเพื่อเพิ่มศักยภาพได้ ทั้งนี้ มักนิยมใช้ในโครงสร้างขนาดใหญ่ และงานที่จำเป็นต้องใช้แรงดันสูง ๆ เนื่องจากสามารถรองรับและตรวจจับกระแสไฟฟ้าลัดวงจรจำนวนมากได้อย่างเต็มขีดความสามารถ

เลือกซื้อเบรกเกอร์อย่างไรให้เหมาะสม

การเลือกซื้อเบรกเกอร์มาติดตั้งเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้ากระแสเกิน จะต้องพิจารณาความเหมาะสมสอดคล้องกับระบบไฟฟ้าในปลายทางที่ต้องการติดตั้งเบรกเกอร์เป็นสำคัญ ซึ่งโดยปกติแล้ว อาคารส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะใช้ระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส (Single Phrase) ในอาคารที่พักอาศัย และ 3 เฟสในโรงงานหรืออาคารพาณิชย์ ดังนั้น การเลือกใช้เบรกเกอร์จึงต้องเลือกให้มีความสัมพันธ์กับโครงสร้างของอาคารที่ปกติแล้วมักจะมีแรงดันต่ำไม่เกิน 400V โดยสามารถสรุปแนวทางในการเลือกซื้อเบรกเกอร์ผ่าน 2 ปัจจัย ได้แก่ จำนวน Pole และ ค่าพิพัดกระแส ดังนี้

1. จำนวน Pole

ในการเลือกซื้อเบรกเกอร์ สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ Pole ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าเบรกเกอร์ที่ต้องการใช้งานมีชนิด 1 เฟส หรือ 3 เฟส ประกอบด้วย

  1. 1 Pole คือ เซอร์กิตเบรกเกอร์สำหรับระบบไฟฟ้า 1 เฟส นิยมใช้ร่วมกับตู้ Consumer Unit บ้าน คอนโด และที่พักอาศัยทั่วไป
  2. 2 Pole คือ เซอร์กิตเบรกเกอร์สำหรับระบบไฟฟ้า 1 เฟสรวมเข้ากับสาย Neutral นิยมใช้เป็น Main Breaker ในตู้ Consumer Unit
  3. 3 Pole คือ เซอร์กิตเบรกเกอร์สำหรับระบบไฟฟ้า 3 เฟส ใช้สำหรับการป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรจากสาย Line เพียงประการเดียว นิยมใช้ในร้านค้า อาคารพาณิชย์ และโรงงานอุตสาหกรรม
  4. 4 Pole คือ เซอร์กิตเบรกเกอร์สำหรับระบบไฟฟ้า 3 เฟสรวมเข้ากับสาย Neutral เป็นระบบป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรที่มีความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากสามารถป้องกันสายไฟฟ้าหลักได้ทั้ง 4 เส้น หากตรวจพบความผิดปกติก็จะสามารถตัดไฟได้โดยทันที

2. ค่าพิกัดกระแส

การใช้งานเซอร์กิตเบรกเกอร์แต่ละชนิดจะต้องพิจารณาค่าพิกัดกระแสเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ใช้ในการบ่งบอกขีดความสามารถ และข้อจำกัดของเบรกเกอร์แต่ละชนิด ซึ่งค่าพิกัด มีหลักการง่าย ๆ ในการอ่าน ดังนี้

  • Interrupting Capacitive (IC) คือ พิกัดขีดความสามารถในการทนทานต่อกระแสไฟฟ้าลัดวงจรสูงที่สุดของเบรกเกอร์ดังกล่าว
  • Amp Trip (AT) คือ ขนาดของกระแสไฟฟ้าที่ต้องการใช้งาน เป็นดัชนีที่บ่งบอกว่าเบรกเกอร์มีความทนทานต่อกระแสไฟฟ้าปกติได้มากเท่าไหร่
  • Amp Frame (AF) คือ พิกัดกระแสโครงหรือขนาดการทนทานของกระแสเปลือกหุ้มเบรกเกอร์ต่อไฟฟ้าลัดวงจร โดยเบรกเกอร์ดังกล่าวจะมีขนาดเท่ากัน และสามารถเปลี่ยนพิกัด AMP Trip ได้โดยขนาดไม่เปลี่ยนแปลง

ควรเลือกเบรกเกอร์ที่ค่ากระแสไฟฟ้าเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม

อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการเลือกซื้อเบรกเกอร์ คือ ค่ากระแสไฟฟ้าสูงสุดหรือ Downstream Short-Circuit Current อันเป็นค่าที่วัดจากขนาดของหม้อแปลงไฟฟ้าและขนาดของสายไฟที่ใช้เชื่อมต่อหม้อแปลงไฟฟ้า มีหน่วยเป็นค่ากิโลแอมป์ (kA) การเลือกเบรกเกอร์ที่มีค่า kA เหมาะสม นอกจากจะช่วยให้ได้เบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งานไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของอาคารที่พักอาศัยหรืออาคารพาณิชย์แล้ว ยังตอบโจทย์ความปลอดภัยในการใช้งานเบรกเกอร์เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ การคำนวณค่ากระแสในสายไฟควรจะต้องมีความแม่นยำ เนื่องจากหากคำนวณค่าความยาวของสายไฟที่ต่อไปยังเมนเบรกเกอร์กับหม้อแปลกผิดแล้ว จะส่งผลทำให้เบรกเกอร์ที่ซื้อมาไม่สามารถใช้งานได้ หรือใช้งานไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ

เบรกเกอร์รับว่าเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะขาดไปเสียไม่ได้จากอาคารที่พักอาศัยและอาคารพาณิชย์ทุกแห่ง เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการระงับเหตุไฟฟ้าลัดวงจร สร้างความปลอดภัยให้กับผู้พักอาศัยและคนที่ทำงานภายในอาคาร อย่างไรก็ตาม เบรกเกอร์ก็มีอยู่มากมายหลายชนิด จึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายประการ ทั้งค่ากระแสไฟฟ้าหรือจำนวน Pole เพื่อให้ได้เบรกเกอร์ที่เหมาะสมแก่การใช้งาน และมีความปลอดภัย 100% นั่นเอง